มาเข้าใจ “ฝ้า” กันเถอะ

ที่มา: CAHB Chemico Asia Health And Beauty Magazine รักษาฝ้า


ฝ้า.. เป็นความผิดปกติของเม็ดสีที่พบบ่อย โดยมีลักษณะเป็นรอยหรือปื้นสีคล้ำๆบนใบหน้า คำว่า “melasma” มีรากศัพท์จากภาษากรีกว่า “Melas” ซึ่งแปลว่า สีดำ และหมายถึงรอยสีน้ำตาลที่เกิดขึ้น มีหลักฐานในวารสารทางการแพทย์ อธิบายถึงลักษณะอาการของฝ้านี้มายาวนาน ย้อนกลับไปได้ถึงบันทึกของฮิปโปเครติส (470-360 ปีก่อนคริสตกาล) ฝ้าเกิดได้ทั้งในหญิงและชาย แต่พบบ่อยในผู้หญิงช่วงวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะผู้ที่ผิวคล้ำง่ายหรือมีผิวออกสีน้ำตาล (ผิวประเภท III ถึง VI ตามการจำแนกของ Fitzpatrick )

โดยทั่วไป ฝ้ามีลักษณะคล้ายจุดกระ หรือปื้นเรียบสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม บริเวณแก้ม หน้าผาก เหนือริมฝีปาก จมูกและคางโดยมักจะเป็นทั้งสองข้างของใบหน้า เนื่องจากฝ้าเป็นอาการที่เกิดขึ้นบริเวณใบหน้าจึงมักมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต การเข้าสังคม อารมณ์รวมถึงคุณภาพชีวิตของบุคคลที่เป็นฝัา

 

 

ฝ้าเกิดจากอะไร ?   สาเหตุของการเกิดฝ้านั้นซับซ้อน และเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

1. พันธุกรรม

2. รังสีอัลตร้าไวโอเลตเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในการกระตุ้นการเกิดฝ้า เนื่องจากเพิ่มการสร้างเม็ดสีเมลานิน

3. ฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนและโปรเจสเทอโรน มีผลต่อการเกิดฝ้า เช่น ระหว่างตั้งครรภ์ ทานยาคุมกำเนิด หรือทานฮอร์โมนทดแทนในวัยทอง ฮอร์โมนนี้จะเพิ่มขึ้นทำให้เกิดฝ้าและเม็ดสีจะจางหายไปเองภายใน 3-4 เดือนหลังคลอดหรือหลังหยุดทานฮอร์โมน

4. เกิดจากการไฮโปไทรอยด์

5. กินยากันชักในกลุ่มฟีไนโทอิน

 

 

ฝ้าเกิดจากการที่เซลล์เม็ดสี (Melanocyte) สร้างเม็ดสี (Melanin) มากเกินพอดี หากเม็ดสีที่อยู่ในเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้า (Keratinocyte) เรียกว่า ฝ้าตื้น (Epidermal Melasma) ส่วนเม็ดสีที่อยู่ในชั้นหนังแท้เรียกว่า ฝ้าลึก (Dermal Melasma)

จากการตรวจสอบด้วย Wood’s light (UVA) และจุลกายวิภาคศาสตร์ของผิวหนัง สามารถแยกประเภทของฝ้าออกเป็น 3 ชนิดตามความลึกของเม็ดสี ดังนี้


 


 

**วิธีการรักษาฝ้า

ภายหลังการรักษาฝ้าอาจเห็นว่า ฝ้าจางลง แต่การรักษาฝ้าให้หายขาดนั้นทำได้ยาก ดังนั้น ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดการปกป้องผิวจากรังสี UVยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาและป้องกันการเกิดฝ้าขึ้นมาอีก โดยควรใช้ครีมกันแดดที่สามารถป้องกันทั้งรังสี UVA/UVB ทั้งนี้ การรักษาฝ้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. การลดการสร้างเม็ดสี (โดยการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส)  tyrosinase เป็นเอนไซม์ที่เปลี่ยน L-tyrosine เป็น L-Dopa และจำกัดอัตราการสังเคราะห์เมลานิน ดังนั้นการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสจะป้องกันการสร้างเม็ดสีใหม่โดยการยับยั้งการก่อตัวของเมลานินโดยเซลล์เม็ดสี(Melanocytes)

1.1 Hydroquinone เป็นยารักษาฝ้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตัวหนึ่ง โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase การทายารักษาฝ้าที่มีส่วนผสมของHydroquinone, Tretinoin และสเตียรอยด์ ที่มีความเข้มข้นปานกลางให้ผลดีในการลดฝ้า แต่ Hydroquinone อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบของผิวหนัง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบอบบางและไวต่อรังสี uv หรือแสงแดด นอกจากนี้การใช้ยาชนิดนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือใช้ยาที่มีความเข้มข้นสูงอาจทำให้บริเวณที่ทาเปลี่ยนเป็นสีเทาอมน้ำเงิน หรือที่เรียกว่า ”Ochronosis”

1.2 เอนไซม์ไทโรซิเนส อื่นๆ อาทิ Mequinol, Azelaic acid, Kojic acid และ Arbutin ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย

1.3 Ascorbic acid(วิตามินซี) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีีโดยการลด Dopaquinone จาก DOPA ซึ่งช่วยขัดขวางการสร้างอนุมูลอิสระและการดูดซึมรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต

ปัจจุบันนิยมนำสารที่สามารถลดการสร้างเม็ดสีหลายชนิดเหล่านี้มาผสมรวมกันเพราะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการลดฝ้าได้มากกว่าการใช้สารเพียงตัวเดียว

2. การทำให้ผิวหนังหลุดลอก สร้างเซลล์ผิวใหม่ (Skin resurfacing)  เม็ดสีที่อยู่ในผิวหนังชั้นบนๆสามารถลอกออกด้วยการใช้สารเคมีหรือการกรอผิว(Chemical and mechanical peels) การลอกหน้าด้วยสารเคมีที่มีส่วนผสมของ Alpha Hydroxy Acid รวมถึง Glycolic acid, Lactic acid และ salicylic acid เซลล์ผิวชั้นนอกจะถูกทำให้ลอกออก ทำให้สีฝ้าดูจางลง ในขณะเดียวกัน ค่า pH ที่เป็นกรดจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสด้วยสารอีกกลุ่มหนึ่งที่นิยมใช้คือ ยาทาในกลุ่มวิตามินเอ (Topical retinoids) อาทิ Tretionin ทำให้ฝ้าจางลง โดยการกระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง(keratinocyte)และเพิ่มการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก   นอกจากการใช้สารเคมีแล้ว การรักษาฝ้าด้วยการขัดหน้าหรือการกรอผิวด้วยเครื่องมือ เช่น Dermabrasion, Microdermabrasion ก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลเช่นกัน มีรายงานว่าการใช้สารเคมีหรือการกรอผิวร่วมกับสารที่ยังยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทำให้การซึมผ่านของสารดังกล่าวดีขึ้น

3. ลดการส่งต่อเม็ดสี  สารสกัดจากถั่วเหลืองและ Niacinamide(วิตามินบี3) สามารถช่วยลดรอยดำคล้ำโดยการป้องกันไม่ให้มีการส่งต่อเม็ดสีจากเซลล์สร้างเม็ดสี(Melanocyte) ไปยังเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte)

4. การรักษาด้วยเลเซอร์    โดยทฤษฎี วิธีการรักษาฝ้าที่ดีที่สุดคือ การทำลายเม็ดสีแต่ไม่ทำลายผิว ได้มีการนำเลเซอร์หลายชนิดมาให้ในการรักษาฝ้า เช่น เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ Erbium:YAG และเลเซอร์กำจัดเม็ดสี (Q-switched ruby และ Alexandrite Laser) เท่าที่ผ่านมาผลการรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนักเพราะมักเกิดรอยดำที่เกิดจากการอักเสบของผิว(Post-Inflamatory hyperpigmentation) โดยเฉพาะในผู้ที่มีสีผิวเข้ม การปรับสภาพผิวเป็นส่วนๆหรือfractional resurfacing เป็นวิธีการรักษาโดยเลเซอร์แบบใหม่ ซึ่งพบว่ารักษาฝ้าได้ผลดี โดยลดการเกิดรอยดำจากการอักเสบของผิว การทาครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความขาว(Whtening agents) หลังการรักษาด้วยเลเซอร์ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดการเกิดรอยดำจากการอักเสบของผิวได้ การใช้เลเซอร์ในการรักษาฝ้าควรใช้กับคนไข้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาทาหรือเป็นฝ้าลึก

“ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการรักษาฝ้าคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยเด็ดขาด”


บทสรุป

กระบวนกาสร้างเม็ดสีของฝ้ามีความซับซ้อนมาก ผลการรักษาฝ้ายังไม่เป็นที่พึงพอใจนัก เพราะแม้ว่าจะให้ผลดีในช่วงแรก แต่ภายหลังการรักษาไม่นานฝ้าก็กลับมาอีก โดยเฉพาะเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด หรือได้รับฮอร์โมน ทั้งนี้ การรักษาฝ้าที่ให้ผลดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆที่จะก่อให้เกิดฝ้า หากในอนาคตมีวิธีการใหม่ๆที่ใช้รักษาฝ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ไม่ก่อให้เกิดระคายเคืองและมีผลข้างเคียงน้อยน่าจะเป็นคำตอบในการรักษาฝ้า..

 

ผิวฟริ้งง่ายๆไม่ต้องคิดเยอะ  by beauty trainer  แอดไลน์ปรึกษาแบบส่วนตัวได้เลยคร้าาาเพิ่มเพื่อน